สวัสดีครับ ขอออกตัวก่อนนะครับว่าผมไม่ใช่ช่างภาพอาชีพ หรือทำงานใดๆ ด้านถ่ายภาพหรือกราฟฟิกเลย เป็นเพียงมือสมัครเล่นที่ชอบถ่ายภาพและมีความสุขที่ได้กลับมานั่งดูภาพตัวเอง แต่งแสง สี ให้ดูสวยงาม อุปกรณ์หลักที่ผมใช้คือกล้อง Sony NEX6 และ MacBook Pro 13” mid 2012 ครับ

http://comtips.7boot.com/wp-content/uploads/2015/11/Screen-Shot-2558-11-23-at-10.34.34-AM.png

อย่างที่หลายๆ ท่านทราบดีนะครับว่าปีที่แล้ว Apple ได้ประกาศยกเลิกการสนับสนุนแอพโปรด้านการ process และจัดการรูปถ่ายอย่าง Aperture ไปแล้ว โดยหันไปให้ความสำคัญกับแอพใหม่อย่าง Photos ที่ดูจะเน้นไปที่การให้บริการ iCloud Photo Library แทน ดูเป็นนัยๆว่า Apple ปล่อยให้ Adobe เดินทางโปรคนเดียวเสียแล้ว ดังนั้นผู้บริโภคอย่างเรา มีทางเลือกเพียงคือ โดยปกติผมจะจบงานที่ Aperture เป็นหลัก แต่บ่อยครั้งที่ต้องโพสรูปถ่ายลงเว็บ โซเชียล ที่เป็น public ผมชอบใส่ข้อความ กรอบรูป ลายเซนต์ และอื่นๆลงไปด้วย เพื่อเป็นการบ่งบอกว่า มันเป็นภาพของผมนะ ให้มันดูสวยงาน กลบเกลื่อนภาพถ่ายกากๆของผม 555 ดังนั้นผมชอบที่จะใช้ Photoshop ในการตกแต่งสิ่งต่างๆที่กล่าวมาลงบนรูปของผม แต่มันยุ่งยากซะเหลือเกินที่ผมต้องย้ายเครื่องไปมา (Photoshop อยู่เครื่องที่ทำงาน มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย) ผมจึงมองว่ามันคงดีไม่น้อยถ้าผมมีแอพที่เหมือนกับ Photoshop แต่ไม่ต้องจ่ายรายเดือน จ่ายครั้งเดียวจบจนเป็นที่มาของการรีวิวเล็กๆในครั้งนี้ครับ

สำหรับโปรแกรม Affinity Photo ตอนนี้มีแค่ Mac Version เท่านั้นครับ สำหรับ Windows กำลังอยู่ในการพัฒนา Affinity Photo มีขายใน App Store ในราคา $39.99 (ถึง 23 ก.ค.) ตกเงินไทยประมาณ 1,300 บาทเท่านั้น เทียบกับการจ่ายรายเดือนแบบ 300 บาทของ Adobe ถ้าคุณเป็นมือสมัครเล่นไม่ได้ใช้บ่อย หรือใช้ทำมาหากินแนะนำเลยครับ Affinity Photo มันสามารถทดแทน Photoshop ได้ระดับนึงเลยครับ

เรามาติดตั้งและใช้งานโปรแกรมนี้กันครับ

โปรแกรมนี้มีชื่อว่า Affinity Photo
คุณสามารถดาวน์โหลดได้ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้

>> คลิ๊กที่นี่เพื่อดาวน์โหลด Affinity Photo <<

หลังจากดาวน์โหลดโปรแกรมแล้ว ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ Icon ดังภาพด้านล่างเพื่อติดตั้งโปรแกรม

http://comtips.7boot.com/wp-content/uploads/2015/11/Screen-Shot-2558-11-23-at-10.48.48-AM.png

จากนั้น ลาก Icon Affinity Photo มาไว้ใน Applications ในเครื่องของเรา เป็นอันเสร็จการติดตั้ง

http://comtips.7boot.com/wp-content/uploads/2015/11/Screen-Shot-2558-11-23-at-10.50.17-AM.png

ให้คุณเปิดโปรแกรมขึ้นมา ดังภาพด้านล่าง Interface ของโปรแกรมนี้ชวนให้นึกถึง Photoshop เลยครับ คล้ายกันมาก ถ้าคุ้นชินอยู่แล้วก็ใช้งานได้ไม่ยากเลย

http://comtips.7boot.com/wp-content/uploads/2015/11/Screen-Shot-2558-11-23-at-10.34.47-AM.png

ซ้ายมือเป็นเครื่องมือต่างๆ คล้ายๆ กับ PS ส่วนด้านขวาก็เต็มไปด้วยฟังก์ชั่นการแสดงต่างๆ เช่น เลเยอร์การดึงรูปออกมาตกแต่งสามารถทำได้ง่าย สามารถดึงภาพจาก Aperture Library ได้โดยตรงเลย

http://comtips.7boot.com/wp-content/uploads/2015/11/Screen-Shot-2558-11-23-at-10.34.57-AM.png

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไรเวลาที่ดึงภาพจาก Aperture Library ทั้งๆ ที่ไฟล์ของผมมันเป็นไฟล์ .ARW ที่เป็นไฟล์ RAW แต่พอถูกเปิดใน Affinity Photo แล้วจึงกลายเป็น .JPG น่าจะเป็นเพราะ app ได้มีการ process ไฟล์ให้เลยเวลาที่ถูกเรียกใช้งานจาก library

http://comtips.7boot.com/wp-content/uploads/2015/11/Screen-Shot-2558-11-23-at-10.35.09-AM.png

แต่พอลองเปิดไฟล์โดยตรงจากโฟลเดอร์ต้นฉบับ โดยไม่ได้เรียกเปิดผ่านเมนู open ภายใน Affinity Photo พบว่าไฟล์ที่เปิด ยังคงเป็นไฟล์ .ARW ปกติ

http://comtips.7boot.com/wp-content/uploads/2015/11/Screen-Shot-2558-11-23-at-10.35.21-AM.png

ดังนั้นหากใครต้องการปรับแต่ง RAW ผ่าน Affinity Photo ให้เปิดจากโฟล์เดอร์ตรง หากเปิดผ่าน Aperture Library มันจะแปลงไฟล์ให้เป็น JPG มาให้เลย

รีวิววันนี้เราจะมาลองใช้ฟังก์ชั่นพื้นฐานในการปรับแต่งภาพของเราดูนะครับ

อย่างที่เห็นดังภาพด้านล่าง ภาพของผมมันแปลงมาจาก RAW ไฟล์ ซึ่งมันจะมีความบิดๆ เบี้ยวๆ ที่เกิดจากเลนส์ หรือที่เค้าเรียกกันว่า lens distortion นะครับ นี่หนึ่งในฟังก์ชั่นสำคัญที่ไม่มีใน Aperture แต่ใน Lightroom มีก็คือเจ้าตัวนี้แหละ lens correction ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมเลือกซื้อแอพนี้โดยไม่ลังเลเลย

หากเราต้องการจัดการกับเจ้า distortion อย่างง่ายๆ เพียงแค่ไปที่เมนู Filters > Distort > Lens Distortion

http://comtips.7boot.com/wp-content/uploads/2015/11/Screen-Shot-2558-11-23-at-10.35.33-AM.png

เพียงแค่เลื่อนภาพก็จะถูกปรับตามที่เราต้องการครับ รูปนี้ผมเอาเสาเป็นหลักในการดูว่ามันตรงหรือยัง ความปิดเบี้ยวหายไปหรือยัง พอเราพอใจแล้วก็กด apply ได้เลย

http://comtips.7boot.com/wp-content/uploads/2015/11/Screen-Shot-2558-11-23-at-10.35.43-AM.png

จะเห็นได้ว่า พอจัดการกับ lens distortion แล้ว จะมีบริเวณเว้าที่ถูกดึงเข้ามา เพราะฉะนั้นเราจะทำการ crop มันซะหน่อย

http://comtips.7boot.com/wp-content/uploads/2015/11/Screen-Shot-2558-11-23-at-10.35.50-AM.png

ต่อไปเราจะมาลองใส่ตัวอักษรลงไปในภาพ เพียงแต่เลือกเครื่องมือด้านข้างซ้ายครับ ที่เป็นรูปตัวอักษร A หรือ Artistic Text Tool ตามภาพด้านล่าง

http://comtips.7boot.com/wp-content/uploads/2015/11/Screen-Shot-2558-11-23-at-10.36.08-AM.png

เสร็จแล้วครับ แค่ฟังก์ชั่นพื้นฐานง่ายๆ ครับ ยังมีอีกมากมายที่ยังไม่ได้กล่าวถึงครับ จะรีทัช ใส่ฟิลเตอร์ เบลน หรืออะไรต่างๆ นานๆ เจ้า Affinity Photo แทบจะทำได้หมด โดยส่วนตัวแล้วไม่มั่นใจเช่นกัน ว่าเจ้า Affinity Photo จะสามารถทดแทน Photoshop ได้หรือไม่ ในเชิงของมืออาชีพ ผมก็คิดว่ายังไง Photoshop ยังเป็นเบอร์ 1 ในเรื่องของการเป็นแอพแต่งภาพมืออาชีพอยู่ และยังทิ้งห่างคู่แข่งอยู่พอสมควร แต่หากในมุมของมือสมัครเล่นอย่างผม ผมบอกได้เลยว่าสามารถตอบโจทย์ผมได้เกิน 90% และผมค่อนข้างพึงพอใจหากเทียบกับการจ่ายเงินครั้งเดียว 1300 ไม่มีอะไรผูกมัดรายเดือน คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ทีเดียว

รีวิวนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย เผื่อใครจะประสบปัญหาเดียวกับ ยังหาทางออกไม่ได้ว่าจะไป Adobe CC ดี หรือจะหาแอพไหนมาทดแทนดี บอกเลยว่าซื้อเลยครับ คุ้มแน่นอน Affinity Photo

ขอบคุณครับ !

ลิขสิทธิบทความของ 7boot.com

ผู้แทนจำหน่าย Server | HP Server | Lenovo Server

NO COMMENTS